เทคโนโลยี fNIRS และ Artinis Brite กับการวัดการทำงานของสมอง

Vina Sports Intertrade
เทคโนโลยี Functional Near-Infrared Spectroscopy (fNIRS) เป็นเครื่องมือถ่ายภาพสมองแบบไม่รุกล้ำ Non Invasive ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในการศึกษาการทำงานของสมองในมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ Artinis Brite ซึ่งเป็นระบบ fNIRS แบบพกพาและใช้งานง่ายที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง บทความนี้นำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมของเทคโนโลยี fNIRS โดยเน้นถึงประโยชน์ วิธีการใช้งาน หลักฐานการวิจัยที่สนับสนุน และการประยุกต์ใช้ในช่วงวัยต่างๆ ตั้งแต่ทารกแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ
Vina Sports Intertrade

บทนำ

Functional Near-Infrared Spectroscopy หรือ fNIRS เป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพสมองที่วัดการเปลี่ยนแปลงของความเข้มข้นของออกซีเจนในเลือดที่ cortex ของสมอง โดยอาศัยหลักการที่ว่าเนื้อเยื่อของมนุษย์โปร่งแสงต่อแสงในช่วงอินฟราเรดใกล้ (near-infrared) และฮีโมโกลบินในเลือดจะมีการดูดกลืนแสงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับออกซิเจน[1] เทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในปี 1977 โดย Frans Jöbsis ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่าเนื้อเยื่อชีวภาพมีความโปร่งใสต่อแสงในช่วง 700-1300 นาโนเมตร ทำให้สามารถส่งโฟตอนผ่านอวัยวะเพื่อติดตามการทำงานได้[2]
Artinis Brite เป็นอุปกรณ์ fNIRS รุ่นล่าสุดที่พัฒนาโดย Artinis Medical Systems ซึ่งเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ NIRS แบบสวมใส่ได้ อุปกรณ์นี้มีน้ำหนักเพียง 300 กรัม สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของออกซีฮีโมโกลบิน ดีออกซีฮีโมโกลบิน และฮีโมโกลบินรวมได้จากพื้นที่ cortex ต่างๆ ของสมอง ด้วยระบบไร้สายและความสามารถในการบันทึกข้อมูลออฟไลน์ ทำให้เหมาะสมกับการวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการและในสภาพแวดล้อมจริง[3,4]

ประโยชน์ของเทคโนโลยี fNIRS และ Artinis Brite

เทคโนโลยี fNIRS โดยเฉพาะระบบ Artinis Brite มีข้อได้เปรียบหลายประการเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพสมองอื่นๆ เช่น fMRI และ EEG ประการแรกคือความปลอดภัยและไม่รุกราน fNIRS ไม่ใช้รังสีไอออไนซ์หรือสนามแม่เหล็กที่แรง ทำให้สามารถใช้กับกลุ่มประชากรทุกช่วงวัยได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่ทารกคลอดก่อนกำหนดจนถึงผู้สูงอายุ[5] ความสามารถในการทนต่อการเคลื่อนไหวของผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบสำคัญ ซึ่งทำให้สามารถศึกษาการทำงานของสมองในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติได้ เช่น การเดิน การพูดคุย หรือการเล่นดนตรี[6]
ความพกพาและความสะดวกในการใช้งานเป็นจุดเด่นอีกประการของ Artinis Brite ระบบนี้สามารถติดตั้งได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที และมีน้ำหนักเบาเพียง 300 กรัม ทำให้ผู้เข้าร่วมการศึกษารู้สึกสบายแม้จะสวมใส่เป็นเวลานาน[7] อุปกรณ์มาพร้อมกับระบบควบคุมกำลังแบบหลายระดับ (multi-power gain control) ที่สามารถปรับตั้งค่าได้อัตโนมัติหรือด้วยตนเองเพื่อให้ได้คุณภาพข้อมูลที่เหมาะสมกับกลุ่มประชากรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสีผิวต่างกัน ประเภทเส้นผมต่างกัน หรืออายุต่างกัน[8]
ในด้านความละเอียดเชิงเวลา fNIRS มีอัตราการสุ่มตัวอย่างสูง (sampling rate) ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสมองได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังสามารถรวมเข้ากับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น EEG และ transcranial electrical stimulation (tES) ได้ ทำให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งกิจกรรมทางไฟฟ้าและการตอบสนองทางเลือดของสมอง[9] ความสามารถในการวัดพร้อมกันในหลายคน (hyperscanning) ก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่น โดยระบบ Brite Ultra สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากถึง 30 เครื่อง เพื่อศึกษาการเชื่อมต่อของสมองระหว่างบุคคลในกิจกรรมทางสังคม[10]
Vina Sports Intertrade

วิธีการใช้งาน Artinis Brite

การใช้งาน Artinis Brite เริ่มต้นด้วยการวางแผนการทดลองและการเลือกตำแหน่งของ optode ซึ่งประกอบด้วยตัวส่งแสง (transmitter) และตัวรับแสง (receiver) บนศีรษะของผู้เข้าร่วมการศึกษา ระยะห่างระหว่าง optode สามารถปรับได้ตั้งแต่ 10 ถึง 55 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับพื้นที่สมองที่ต้องการศึกษา[11] ซอฟต์แวร์ OxySoft ที่มาพร้อมกับระบบช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างและจัดการเทมเพลตของ optode ได้ตามต้องการ รองรับการวัดได้ถึง 27 ช่องสัญญาณ[12]
ขั้นตอนการติดตั้งเริ่มจากการสวมหมวกพิเศษ (headcap) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ optode จากนั้นจึงติดตั้งอุปกรณ์ Brite เข้ากับหมวก ตัว optode มีระบบ spring holders ที่ช่วยให้สัมผัสกับหนังศีรษะได้ดี แม้ในบริเวณที่มีเส้นผมหนาแน่น เช่น temporal, parietal หรือ motor cortex[13] ระบบมีไฟ LED หลายความยาวคลื่น และสามารถปรับระดับพลังงานแสงได้ 4 ระดับ เพื่อให้ได้สัญญาณที่มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
ในระหว่างการบันทึกข้อมูล ระบบจะส่งแสงอินฟราเรดผ่านหนังศีรษะเข้าไปในเนื้อเยื่อสมองในระดับ cortex แสงที่ผ่านเข้าไปจะถูกดูดกลืนโดยฮีโมโกลบินตามระดับออกซิเจน และแสงที่สะท้อนกลับมาจะถูกตรวจจับโดยตัวรับ ซอฟต์แวร์จะคำนวณค่าความเข้มข้นของออกซีฮีโมโกลบิน (HbO2) และดีออกซีฮีโมโกลบิน (HHb) แบบเรียลไทม์[14] ข้อมูลสามารถบันทึกผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วย Bluetooth หรือบันทึกออฟไลน์ลงในหน่วยความจำของอุปกรณ์ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการศึกษานอกห้องปฏิบัติการ
การออกแบบการทดลองสำหรับ fNIRS มักใช้รูปแบบ block design หรือ event-related design ในกรณีของ block design งาน (task) จะถูกนำเสนอเป็นช่วงๆ สลับกับช่วงพัก ในขณะที่ event-related design จะวิเคราะห์การตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ[15] ซอฟต์แวร์ OxySoft รองรับทั้งสองรูปแบบและมีเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในตัว รวมถึงการกรองสัญญาณ การตรวจจับและขจัด motion artifacts และการคำนวณค่าสถิติต่างๆ[16]
การวิจัยด้วย fNIRS โดยเฉพาะที่ใช้อุปกรณ์จาก Artinis มีการตีพิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Pinti และคณะ (2018) รายงานว่าชุมชนนักวิจัย fNIRS มีการเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล โดยจำนวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 3.5 ปี[17] งานวิจัยเหล่านี้ครอบคลุมหลากหลายสาขา ตั้งแต่การศึกษาการพัฒนาทางปัญญาในเด็ก ไปจนถึงการวินิจฉัยและติดตามการรักษาในผู้ป่วยทางจิตเวชและระบบประสาท
ในด้านการศึกษาความสามารถในการจำและความสนใจ Fishburn และคณะ (2014) ได้แสดงให้เห็นว่า fNIRS มีความไวเพียงพอที่จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมสมองที่สัมพันธ์กับระดับ cognitive load แบบเชิงเส้น โดยศึกษาด้วย letter n-back task พบว่าการกระตุ้นที่ dorsolateral prefrontal cortex เพิ่มขึ้นตามระดับความยากของงาน และ functional connectivity ระหว่างพื้นที่ fronto-parietal ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน[18] การศึกษานี้ยืนยันว่า fNIRS เหมาะสมสำหรับการศึกษากลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าถึง fMRI ได้
งานวิจัยที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งคือการศึกษาของ Rognlien และคณะ (2025) ที่ใช้ Artinis Brite MKII ในการวัดการทำงานของสมองของนักไวโอลินในวงออเคสตราระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตจริง การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของระบบในการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและซับซ้อน โดยสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมสมองแบบเรียลไทม์ในระหว่างการแสดงดนตรีได้[19] ผลการศึกษาช่วยเข้าใจถึงภาวะจิตใจของนักดนตรีที่อาจเข้าสู่สภาวะ flow หรือความดื่มด่ำในงานศิลปะ
ในด้านการประยุกต์ใช้ทางคลินิก การศึกษาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุโดย Kim และคณะ (2023) ได้ใช้ fNIRS ร่วมกับ Stroop task พบว่าผู้สูงอายุที่มีอาการซึมเศร้ามีการกระตุ้นของ prefrontal cortex ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม[20] การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ fNIRS ในการเป็นเครื่องมือช่วยวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาในผู้ป่วยจิตเวช โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาจมีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยีอื่น
Vina Sports Intertrade

การประยุกต์ใช้ fNIRS ในช่วงวัยต่างๆ

ทารกและเด็กเล็ก (0-5 ปี)

fNIRS เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับการศึกษาทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากกะโหลกศีรษะที่บางและเนื้อเยื่อที่มีความหนาน้อยทำให้แสงสามารถทะลุเข้าไปถึงชั้น cortex ได้ลึกกว่าในผู้ใหญ่[21] การศึกษาของ Lloyd-Fox และคณะได้ใช้ fNIRS ติดตามพัฒนาการของทารกในแกมเบียตั้งแต่อายุ 5 เดือนถึง 24 เดือน พบว่าการเจริญเติบโตในช่วงแรกของชีวิตมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาของ functional connectivity ในสมอง ซึ่งสามารถทำนาย cognitive flexibility ในวัยเด็กตอนปลายได้[22]
ในด้านการพัฒนาทางภาษา การศึกษาหลายชิ้นได้ใช้ fNIRS เพื่อศึกษาการตอบสนองของสมองทารกต่อเสียงพูดและเสียงที่ไม่ใช่คำพูด พบว่าแม้แต่ทารกแรกเกิดก็สามารถแยกความแตกต่างของเสียงพูด (phonemes) ได้[23] นอกจากนี้ยังพบว่าทารกที่มีความเสี่ยงต่อภาวะออทิสติกจะมีการตอบสนองของสมองต่อสิ่งเร้าทางสังคมที่ลดลงตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน[24] การค้นพบนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ fNIRS ในการวินิจฉัยเบื้องต้นและการคัดกรองความเสี่ยงในระยะแรกของชีวิต
สำหรับเด็กวัยก่อนเรียน (3-5 ปี) fNIRS ได้ถูกนำมาใช้ศึกษาการพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์และภาษา การศึกษาของ Artemenko และคณะ (2018) รายงานว่าเด็กวัยนี้จะใช้พื้นที่ frontal-parietal network ในการทำงานด้านคณิตศาสตร์ โดยเด็กที่มีอายุน้อยกว่าหรือมีประสบการณ์น้อยกว่าจะมีการกระตุ้นที่บริเวณ frontal มากกว่า[25] ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจพัฒนาการทางปัญญาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบวิธีการสอนที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น (6-18 ปี)

ในกลุ่มเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น fNIRS ถูกนำมาใช้ศึกษาการพัฒนาของ executive functions การเรียนรู้ และการทำงานของ prefrontal cortex ในงานความคิดรู้ความเข้าใจต่างๆ การศึกษาพบว่าในช่วงวัยนี้เด็กจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการใช้ทั้งสองซีกสมองไปสู่การใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักในการประมวลผลภาษา[26] การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการเจริญเติบโตและการเชี่ยวชาญของวงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับภาษา
สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ เช่น ADHD หรือ dyslexia fNIRS ได้ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบรูปแบบการทำงานของสมองกับเด็กที่มีพัฒนาการปกติ การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็กที่มี ADHD จะมีการกระตุ้นของ prefrontal cortex ที่ลดลงในระหว่างการทำงานที่ต้องใช้ executive functions[27] ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาและการติดตามผลการตอบสนองต่อการบำบัด

ผู้ใหญ่ (19-64 ปี)

ในกลุ่มผู้ใหญ่ fNIRS ถูกใช้ในการศึกษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของสมองในสภาวะปกติ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมจริง เช่น การขับรถ การบิน หรือการทำงานในสภาพที่มีความเครียดสูง[28] ในด้านการแพทย์ fNIRS ถูกนำมาใช้ศึกษาผู้ป่วยโรคทางจิตเวช เช่น ภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท และความวิตกกังวล พบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มักมีรูปแบบการทำงานของ prefrontal cortex ที่แตกต่างจากคนปกติ โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจ[29]
การศึกษา hyperscanning ซึ่งเป็นการวัดกิจกรรมสมองของหลายคนพร้อมกัน เป็นอีกหนึ่งการประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจในผู้ใหญ่ เทคนิคนี้ช่วยให้เข้าใจการเชื่อมโยงของสมองระหว่างบุคคลในระหว่างการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน[30] ระบบ Brite Ultra จาก Artinis สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากถึง 30 เครื่อง ทำให้สามารถศึกษากลุ่มคนจำนวนมากได้พร้อมกัน เหมาะสำหรับการศึกษาพลวัตของกลุ่ม การสอน หรือการทำงานเป็นทีม

ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)

สำหรับผู้สูงอายุ fNIRS มีความสำคัญเป็นพิเศษในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสมองที่เกี่ยวข้องกับอายุ การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมในระยะเริ่มต้น และการติดตามผลการฟื้นฟูสมรรถภาพ การศึกษาของ Maidan และคณะ (2019) ได้ใช้ fNIRS ศึกษาการทำงานของสมองในผู้สูงอายุระหว่างการทำงานแบบ dual-task (การทำสองอย่างพร้อมกัน) เช่น การเดินพร้อมกับการคำนวณในใจ พบว่าผู้สูงอายุใช้ prefrontal cortex มากขึ้นเมื่อเทียบกับคนหนุ่มสาว สะท้อนถึงการชดเชยการลดลงของประสิทธิภาพของสมองในส่วนอื่น[31]
fNIRS ยังถูกนำมาใช้ในการศึกษาโรคอัลไซเมอร์และ mild cognitive impairment (MCI) โดยพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการกระตุ้นของ prefrontal cortex ที่ลดลงในระหว่างการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความจำ[32] การค้นพบนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือคัดกรองที่มีความไวสูงและใช้งานง่าย นอกจากนี้ fNIRS ยังถูกใช้ในการติดตามผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพและการออกกำลังกายต่อการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายสามารถเพิ่มการไหลเวียนเลือดและปรับปรุงการทำงานของสมองได้[33]

สรุป

เทคโนโลยี fNIRS โดยเฉพาะระบบ Artinis Brite ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ในการศึกษาการทำงานของสมองมนุษย์ในบริบทที่หลากหลาย ข้อได้เปรียบหลักของเทคโนโลยีนี้คือความปลอดภัย ความสะดวกในการใช้งาน ความพกพา และความสามารถในการทนต่อการเคลื่อนไหว ทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับกลุ่มประชากรทุกช่วงวัยและในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย หลักฐานการวิจัยที่มีอยู่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของ fNIRS ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก การวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาโรคทางจิตเวชและระบบประสาท รวมถึงการเข้าใจพลวัตทางสังคมและการทำงานร่วมกันของมนุษย์
แม้ว่า fNIRS จะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ความละเอียดเชิงพื้นที่ที่ต่ำกว่า fMRI และความสามารถในการวัดเฉพาะชั้น cortex แต่ข้อดีหลายประการของเทคโนโลยีนี้ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยหลายสาขา การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความเชี่ยวชาญในชุมชนนักวิจัย คาดว่าจะทำให้ fNIRS มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคตของการวิจัยด้านสมองและการประยุกต์ใช้ทางคลินิก โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องการการวัดในสภาพแวดล้อมจริงและกับกลุ่มประชากรที่หลากหลาย
บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
เอกสารอ้างอิง
1. Jobsis FF. Noninvasive, infrared monitoring of cerebral and myocardial oxygen sufficiency and circulatory parameters. Science. 1977;198(4323):1264-7.
2. Ferrari M, Quaresima V. A brief review on the history of human functional near-infrared spectroscopy (fNIRS) development and fields of application. Neuroimage. 2012;63(2):921-35.
3. Artinis Medical Systems. Brite - Wearable & flexible multichannel fNIRS device [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/brite
4. Scholkmann F, Holper L, Wolf U, Wolf M. A new methodical approach in neuroscience: assessing inter-personal brain coupling using functional near-infrared imaging (fNIRI) hyperscanning. Front Hum Neurosci. 2013;7:813.
5. Pinti P, Tachtsidis I, Hamilton A, Hirsch J, Aichelburg C, Gilbert S, et al. The present and future use of functional near-infrared spectroscopy (fNIRS) for cognitive neuroscience. Ann N Y Acad Sci. 2020;1464(1):5-29.
6. Rognlien EO, Svendsen KH, Zaar M, Fjell AM, Walhovd KB, Garrido-Perez N, et al. Method for Using Functional Near-Infrared Spectroscopy (fNIRS) to Explore Music-Induced Brain Activation in Orchestral Musicians in Concert. Sensors. 2025;25(6):1807.
7. Apprich S. Publication overview 2024 - fNIRS studies with our devices [Internet]. Artinis Medical Systems; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/blogpost-all
8. Sappia MS, Hakimi N, Colier WN, Horschig J. Signal quality index: an algorithm for quantitative assessment of functional near infrared spectroscopy signal quality. Biomed Opt Express. 2020;11(11):6732-54.
9. Artinis Medical Systems. Multimodal fNIRS-EEG measurements: Ensuring high-quality EEG recordings in integrated fNIRS-EEG setups [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/nirs-eeg-package
10. Artinis Medical Systems. Brite Ultra - The world's 1st & only mass fNIRS hyperscanning system [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/
11. Artinis Medical Systems. OxySoft - fNIRS data acquisition software [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/brite
12. Artinis Medical Systems. Brite Connect - Novel fNIRS data acquisition software [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/
13. Artinis Medical Systems. Spring Optode Holders for optimal scalp contact [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/brite
14. Artinis Medical Systems. Theory of NIRS - Near Infrared Spectroscopy Introduction [Internet]. Artinis; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/theory-of-nirs
15. Apprich S. Which experimental designs to use in fNIRS - Event-related design [Internet]. Artinis Medical Systems; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/blogpost-all
16. Apprich S. NIRS data analysis - Motion artifacts detection and removal [Internet]. Artinis Medical Systems; 2025 [cited 2025 Nov 21]. Available from: https://www.artinis.com/blogpost-all
17. Pinti P, Tachtsidis I, Hamilton A, Hirsch J, Aichelburg C, Gilbert S, et al. The present and future use of functional near-infrared spectroscopy (fNIRS) for cognitive neuroscience. Ann N Y Acad Sci. 2020;1464(1):5-29.
18. Fishburn FA, Norr ME, Medvedev AV, Vaidya CJ. Sensitivity of fNIRS to cognitive state and load. Front Hum Neurosci. 2014;8:76.
19. Rognlien EO, Svendsen KH, Zaar M, Fjell AM, Walhovd KB, Garrido-Perez N, et al. Method for Using Functional Near-Infrared Spectroscopy (fNIRS) to Explore Music-Induced Brain Activation in Orchestral Musicians in Concert. Sensors. 2025;25(6):1807.
20. Kim MJ, Cho JK, Cho SY, Yook YS. fNIRS Assessment during Cognitive Tasks in Elderly Patients with Depressive Symptoms. Brain Sci. 2023;13(7):1054.
21. Lloyd-Fox S, Blasi A, Elwell CE. Illuminating the developing brain: the past, present and future of functional near infrared spectroscopy. Neurosci Biobehav Rev. 2010;34(3):269-84.
22. Bulgarelli C, Blasi A, McCann S, Milosavljevic B, Ghillia G, Mbye E, et al. Growth in early infancy drives optimal brain functional connectivity which predicts cognitive flexibility in later childhood. Elife. 2024;13:RP94194.
23. Quaresima V, Bisconti S, Ferrari M. A brief review on the use of functional near-infrared spectroscopy (fNIRS) for language imaging studies in human newborns and adults. Brain Lang. 2012;121(2):79-89.
24. Lloyd-Fox S, Blasi A, Pasco G, Gliga T, Jones EJH, Murphy DGM, et al. Cortical specialisation to social stimuli from the first days to the second year of life: A rural Gambian cohort. Dev Cogn Neurosci. 2018;32:92-102.
25. Artemenko C, Soltanlou M, Ehlis AC, Nuerk HC, Dresler T. The neural correlates of mental arithmetic in adolescents: a longitudinal fNIRS study. Behav Brain Funct. 2018;14(1):5.
26. Xu M, Tian C, Wang Z, Zhang H. The use of functional near-infrared spectroscopy in tracking neurodevelopmental trajectories in infants and children with or without developmental disorders: a systematic review. Front Psychiatry. 2023;14:1210000.
27. Mücke M, Andrä C, Gerber M, Pühse U, Ludyga S. Moderate-to-vigorous physical activity, executive functions and prefrontal brain oxygenation in children: A functional near-infrared spectroscopy study. J Sports Sci. 2018;36(6):630-6.
28. Unni A, Ihme K, Jipp M, Rieger JW. Assessing the Driver's Current Level of Working Memory Load with High Density Functional Near-infrared Spectroscopy: A Realistic Driving Simulator Study. Front Hum Neurosci. 2017;11:167.
29. Takizawa R, Fukuda M, Kawasaki S, Kasai K, Mimura M, Pu S, et al. Neuroimaging-aided differential diagnosis of the depressive state. Neuroimage. 2014;85:498-507.
30. Scholkmann F, Holper L, Wolf U, Wolf M. A new methodical approach in neuroscience: assessing inter-personal brain coupling using functional near-infrared imaging (fNIRI) hyperscanning. Front Hum Neurosci. 2013;7:813.
31. Maidan I, Nieuwhof F, Bernad-Elazari H, Reelick MF, Bloem BR, Giladi N, et al. The role of the frontal lobe in complex walking among patients with Parkinson's disease and healthy older adults: an fNIRS study. Neurorehabil Neural Repair. 2016;30(10):963-71.
32. Niu HJ, Li X, Chen YJ, Ma C, Zhang JY, Zhang ZJ. Reduced frontal activation during a working memory task in mild cognitive impairment: a non-invasive near-infrared spectroscopy study. CNS Neurosci Ther. 2013;19(2):125-31.
33. Eggenberger P, Wolf M, Schumann M, de Bruin ED. Exergame and balance training modulate prefrontal brain activity during walking and enhance executive function in older adults. Front Aging Neurosci. 2016;8:66.
author avatar
Vina Sports