การจัดการปริมาณการฝึกซ้อมอย่างเหมาะสม

Lactate-Testing-Football

            สัปดาห์ที่ผ่านมาแอดมิน มีโอกาสได้พบกับผู้ฝึกสอนฟุตบอลในไทยลีก ผู้ฝึกสอนสอบถามเข้ามาเกี่ยวกับปริมาณการฝึกซ้อมของนักกีฬาว่า จะมีวิธีการติดตามปริมาณการฝึกซ้อมของนักกีฬาฟุตบอลได้อย่างไรบ้าง แอดก็เลยลองไปหาข้อมูลมาฝากกันดู
            วิธีการวัดปริมาณการฝึกซ้อมที่ง่ายและเป็นที่นิยมทำกันมากที่สุดนั่นก็คือ Session RPE หรือ ปริมาณความเหนื่อยสัมพัทธ์ของนักกีฬาภายหลังจากการฝึกซ้อมข้อมูลนั้นจะยึดตามความรู้สึกของนักกีฬาภายหลังจากเซสชั่น อุปกรณ์ในการวัดความเหนื่อยสัมพัทธ์นั่นก็คือ Borg’s Scale แบ่งความเหนื่อยออกตั้งแต่ 0-10 แต่ละระดับก็จะมีความแตกต่างกันไป ในฟุตบอลหรือกีฬาประเภททีม สิ่งหนึ่งก็คือมีความเป็นการออกกำลังกายแบบหนักสลับช่วงพัก ดังนั้น เมื่อเราถาม Session RPE นักกีฬาอาจจะรู้สึกตอนที่ไม่เหนื่อย หรือรวมๆแล้ว ได้ค่าน้อยกว่าความเป็นจริง ดังนั้นเราจึงต้องมีการหาเครื่องมืออื่นๆมาช่วยวัดด้วยเช่น Football GPS Tracker แต่ภาษาทางการนั่นก็คือ Electronic Performance and Tracking Systems :EPTS นั่นเอง ซึ่งก็มีหลากหลายยี่ห้อตามท้องตลาด สำหรับเรื่อง EPTS ผมจะไม่ลงรายละเอียด แต่เอาเป็นว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดโหลดทางกลไก Mechanical Workload สำหรับนักกีฬาเราสามารถแบ่งโหลดออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ นั่นก็คือ Mechanical Workload พวก ความเร็ว อัตราเร่ง การเคลื่อนที่ การลดความเร่ง อีกกลุ่มนึงเป็น โหลดทางสรีรวิทยา Physiological Load: นั่นก็คือผลจากการทำงานของร่างกายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโหลดทางกลไก ไปนั่นเอง ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางกลไก การเคลื่อนที่ ระบบการทำงานของสรีรวิทยาก็จะสนับสนุนการทำงานของร่างกายเพื่อทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนที่ และปฏิบัติทักษะได้ตามต้องการ ตัวอย่างเช่น : อัตราการเต้นของหัวใจ Heart Rate, ปริมาณกรดแลคติก La+ อัตราการหายใจ Rf, การเปลี่ยนแปลงของปริมาณการใช้ออกซิเจน VO2, การเปลี่ยนแปลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ VCO2, นำค่า VO2/VCO2 ก็จะได้ค่า RER : Respiratory Exchange Ratio นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงของระบบพลังงานนั่นเอง

Metaboil-Mechanical-Power

            จากที่เขียนมาข้างต้น เมื่อเราทราบแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก่อนก็คือการเปลี่ยนแปลงเชิงกลไก การเคลื่อนที่ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีรวิทยา ดังนั้นเราจึงต้องหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของร่างกายทั้งสองแบบให้ได้ จึงมีแนวคิดของ Metabolic Power เกิดขึ้น ซึ่งก็ถูกคิดค้นโดย Prof.Pietro di Prampero อาจารย์ทางด้านสรีรวิทยาชาวอิตาลี แนวคิดคือ เราจะใช้วิธีการหาพลังงาน Energy Cost ของการเคลื่อนที่ด้วยการวิ่งบนพื้นเรียบก่อน ว่า ถ้าช่วงที่เราเร่งความเร็วมีอัตราเร่งเพิ่มขึ้น เราจะใช้พลังงานเท่าใด และถ้าเราลดความเร็วลงเราจะใช้พลังงานเท่าใด เปรียบเทียบกับตอนที่เราวิ่งขึ้นเขา และวิ่งลงเขาโดยใช้ความเร็วคงที่ ในขณะที่เราวิ่งอยู่นั้น เราก็จะวัดปริมาณการใช้ออกซิเจน VO2 และ O2 Consumption ในห้องปฏิบัติการ และ วัดในขณะที่เราฝึกซ้อมอยู่ในสนามจริงๆ เมื่อเราทำดริลแต่ละดริล โดยจะคำนวณทุกๆ 20 วินาที ซึ่งจะมีค่าเทียบเท่ากับที่วัดจากห้องปฏิบัติการ ดังนั้นค่า Metabolic Power จึงเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ระหว่าง การเปลี่ยนแปลงเชิงกลไก และการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา รวมไปถึงระบบพลังงาน ซึ่งสามารถวัดได้ทันที เมื่อนักกีฬามีการเคลื่อนที่นั่นเอง

จากรูป แสดงให้เห็นว่า แม้ระยะทางในการเคลื่อนที่จะเท่ากัน คือ 400 เมตร แต่ความหนักในการเคลื่อนที่แตกต่างกัน เช่น ใน 400 เมตร อาจจะมีจำนวนการสปรินท์แบบหลายๆช่วง ดังนั้น ค่า Equivalent Distance Index จึงเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ความสามารถของนักกีฬาฟุตบอลในระยะเมื่อไม่กี่ปีมานี้            

             มีคำถามว่า แล้ว Total Distance สามารถบอกปริมาณความหนักของเกมได้หรือไม่ คิดง่าย ๆ ถ้าเราจะวัด Total Distance ในเกมถ้าสมมติว่าคิดแบบหยาบ นักกีฬาของเราลงเล่น 90 นาที Total Distance เท่ากับ 10 กิโลเมตร Average Pace เท่ากับ 9 นาที ซึ่งพอ ๆ กับการเดินเลยใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้วมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง 90 นาทีของเขา มันมีการเคลื่อนที่สลับกับหยุดเป็นช่วง ๆ ที่เรียกว่า intermittent นักกีฬาบางคนจะต้องวิ่งด้วยความเร็วถึง 22 – 26 km/h ในระยะทางที่สั้นหรือยาว และเคลื่อนที่ตลอด ความหนักของเกมสูงครับ และต้องออกตัวหลายครั้ง รวมทั้งมีการ cutting Maneuver เพื่อเปลี่ยนทิศทางอีก ดังนั้นระบบกล้ามเนื้อก็ต้องโหลดแน่นอน ซึ่งจะเอาระยะทางไปหาความสัมพันธ์กับพลังงานที่ใช้ไปด้วย สมมติว่านักกีฬาสองคนมีระยะทางในการเคลื่อนที่ได้ 600 เมตรเท่ากัน นักกีฬาคนแรกใช้พลังงาน 3 J/kg นักกีฬาคนที่สองใช้พลังงาน 3150 j/kg นั่นแสดงว่านักกีฬาคนที่สองใช้พลังานมากกว่านักกีฬาคนแรก ถ้านักกีฬาทั้งสองคนวิ่งที่ความเร็วคงที่ใช้พลังงานไป 4.64 j/kg/m ดังนั้นนักกีฬาคนแรกจะมีระยะทางที่ทำได้เท่ากับ 647 เมตร คนที่สองมีระยะทาง EDI เท่ากับ 679 เมตรดังนั้นค่าที่ได้ก็จะมีความแม่นยำและสามารถจำแนกปริมาณพลังงานที่ใช้จริงๆ จริงๆแล้วยังมีตัวแปรอื่นๆอีกมากมายที่เราสามารถนำมาใช้ได้ในการประเมินโหลดในฟุตบอล เพียงแค่เราเข้าใจที่มาที่ไป สำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬา องค์ความรู้ Foundation สำคัญกว่า Tools นะครับ

            หลังเซสชั่นหลายทีมอาจจะวัดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี นั่นก็คือ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการฝึกซ้อม แน่นอนว่า แลคเตทในเลือด Blood Lactate ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะใช้ในการตรวจสอบปริมาณแลคติกที่เกิดขึ้นภายหลังจากการฝึกซ้อมได้ บางที่ก็ตรวจ CK (Creatine Kinase), hsIL-6, Cortisol, Testosterone อันนี้แล้วแต่กำลังทรัพย์นะครับ แต่สิ่งสำคัญนั่นก็คือ Windows หรือ ช่วงเวลาในการตรวจนะครับ นอกจากตรวจทันทีแล้ว ยังต้องมีการตรวจต่อเช่น 24 ชั่วโมง หรือ 48 ชั่วโมง

            การบริหารจัดการปริมาณการฝึกซ้อมนั้น นอกจากที่เราจะเข้าใจเรื่องการเขียนแผนการฝึกซ้อมแล้ว เรายังต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎี องค์ความรู้ ไปจนถึงการเลือกเครื่องมือที่ใช้ด้วยนะครับ เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ววิเคราะห์ข้อมูลแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ การสื่อสาร ไปยังทีมงานและผู้ฝึกสอนด้วยกันด้วยนะครับ เพื่อให้ทำงานไปในแนวทางเดียวกัน ผมเชื่อว่ายังไงแล้ว การทำงานบนพื้นฐานของข้อมูลก็ย่อมดีกว่าการทำงานแบบไม่มีข้อมูลครับ สิ่งที่จะทำให้งานออกมาไม่ดี ก็คือ เรื่องของอัตตา และการกลัวเสียหน้านี่แหละครับ ถ้าเราเอาสองเรื่องนี้ออกจากการทำงานได้ ผลการดำเนินงานย่อมมีประสิทธิภาพครับ

            แต่อย่างไรก็แล้วแต่เวลาที่เราจะประเมินโหลด หรือความหนักในการฝึกซ้อม ยิ่งถ้าเรามีข้อมูลมากเพียงใด การประเมินโหลดก็ยิ่งมีความแม่นยำมากขึ้น ภาพก็ยิ่งชัดขึ้นนะครับ สิ่งสำคัญเลยสำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬาอีกข้อนึงก็คือ ถ้าเราจะทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นเราก็คงต้องมีแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ก่อน เราถึงจะมีระบบในการจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม