Visual 3D และ AnyBody Modeling System ในการไขความลับของการเคลื่อนไหวมนุษย์

Visual3d haas anybody challenge biomechanics  Vina Sports Intertrade

การศึกษาการเคลื่อนไหวของมนุษย์ในยุคดิจิทัล นักชีวกลศาสตร์ในปัจจุบันต้องการคำตอบที่ลึกกว่า รูปแบบการเคลื่อนไหว คิเนเมติคส์ หรือแรงที่กระทำภายในข้อต่อขณะวิ่ง การทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือแรงดัน Pressure สะสมในหมอนรองกระดูกสันหลังระหว่างการทำงานในสายการผลิต คำถามเหล่านี้ขับเคลื่อนการพัฒนาซอฟต์แวร์สองแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลสูงสุดในวงการ ได้แก่ Visual 3D และ AnyBody Modeling System (AMS)

แม้ทั้งคู่จะมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่สถาปัตยกรรมทางคณิตศาสตร์ ปรัชญาการออกแบบ และขอบเขตการใช้งานของซอฟต์แวร์ทั้งสองนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ  และความเข้าใจในความแตกต่างนี้คือกุญแจสำคัญในการเลือกใช้เครื่องมือให้ตรงกับโจทย์วิจัย

Visual 3D: ศูนย์กลางการประมวลผลข้อมูลเชิงประจักษ์

Visual 3D ได้รับการยกย่องในฐานะแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลการจับภาพการเคลื่อนไหว 3 มิติที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดสำหรับงานคลินิกและการวิจัย จุดแข็งหลักของซอฟต์แวร์นี้คือความเป็นอิสระจากฮาร์ดแวร์ (Hardware-independent) อย่างสมบูรณ์ ห้องปฏิบัติการสามารถผสานระบบกล้องจาก Vicon, Qualisys, Xsens หรือแม้กระทั่งระบบไร้มาร์กเกอร์อย่าง Theia3D เข้ากับการวิเคราะห์ใน Visual 3D ได้โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างข้อมูลใหม่ทั้งหมด

ซอฟต์แวร์รับข้อมูลนำเข้าในรูปแบบมาตรฐาน C3D, BVH และรองรับสัญญาณที่หลากหลาย ตั้งแต่พิกัดมาร์กเกอร์, แรงจากแผ่นวัดแรง (Force Plates), สัญญาณ EMG ไปจนถึงข้อมูลจากเซนเซอร์ IMU ร่างกายถูกจำลองเป็นโซ่ของท่อนอวัยวะแข็งเกร็ง (Rigid Segments) โดยมาร์กเกอร์ทางกายวิภาค (Anatomical Markers) ทำหน้าที่กำหนดโครงกระดูก และมาร์กเกอร์ติดตาม (Tracking Markers) ทำหน้าที่บันทึกการเคลื่อนที่ในอวกาศ

วิธีการประมาณค่าท่าทาง (Pose Estimation)

Visual 3D นำเสนอวิธีการคำนวณหลักสองแนวทาง

แนวทางแรกคือ Segment Optimization หรือ 6DOF ซึ่งคำนวณตำแหน่งและการหมุนของแต่ละท่อนอวัยวะอย่างเป็นอิสระ วิธีนี้ให้ความแม่นยำสูงโดยเฉพาะในการจับ Axial Rotation ของข้อเท้า เข่า และสะโพก และตอบสนองต่อการเลื่อนไถลภายในข้อต่อ (Joint Translations) ได้ดี อย่างไรก็ตาม หากเกิด Soft Tissue Artifact รุนแรง ท่อนอวัยวะที่แสดงผลอาจดูเหมือนหลุดลอยออกจากกัน

แนวทางที่สองคือ Inverse Kinematics หรือ Global Optimization ซึ่งบังคับให้ร่างกายทำงานเป็นห่วงโซ่ที่เชื่อมต่อกันและลด Global Loss Function ตามเทคนิคของ Lu และ O’Connor วิธีนี้แข็งแกร่งกว่าในสถานการณ์การเคลื่อนไหวที่รุนแรง เช่น การขว้างลูกเบสบอล และลดผลกระทบจากสัญญาณรบกวนได้ดีเยี่ยม แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคืออาจลดทอนอิสระของการเคลื่อนที่ย่อย ๆ ในข้อต่อบางประเภท

ความสามารถที่นักวิจัยมักมองข้ามคือ Pipeline Tool ซึ่งรองรับการเขียนสคริปต์อัตโนมัติ สร้างนิพจน์คณิตศาสตร์ และออกรายงานในรูปแบบเมทริกซ์ 5×5 หน้ากระดาษ เพื่อเปรียบเทียบค่าสถิติกับฐานข้อมูลบรรทัดฐาน (Normative Data) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพา MATLAB ในทุกขั้นตอน

AnyBody Modeling System: กระบวนทัศน์แห่งกลไกภายในร่างกาย

หาก Visual 3D มุ่งเน้นสิ่งที่มองเห็นได้จากภายนอก AnyBody Modeling System ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามที่ซ่อนอยู่ “ภายใน” ร่างกายโดยเฉพาะ แพลตฟอร์มนี้ทำงานบนภาษา AnyScript ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุที่พัฒนาขึ้นมาเพื่ออธิบายกายวิภาคและปฏิสัมพันธ์ทางกลศาสตร์ของร่างกายมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ และทำงานร่วมกับคลังแบบจำลอง AnyBody Managed Model Repository (AMMR) ซึ่งรวบรวมโมเดลร่างกายมนุษย์ที่มีความละเอียดสูงที่สุดในโลก

การจัดการกับ Muscle Redundancy Problem

หนึ่งในความท้าทายทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในชีวกลศาสตร์คือ ปัญหาความซ้ำซ้อนของกล้ามเนื้อ เนื่องจากร่างกายมีกล้ามเนื้อมากกว่าองศาอิสระของข้อต่อ Degree of Freedom ทำให้ระบบสมการกลศาสตร์มีตัวแปรที่ไม่ทราบค่ามากกว่าจำนวนสมการ AMS แก้ปัญหานี้ด้วย Inverse Dynamics ที่ผนวกรวมกับ Optimization Theory โดยตั้งสมมติฐานว่าระบบประสาทส่วนกลางพยายามจัดสรรการทำงานของกล้ามเนื้อเพื่อจุดประสงค์ที่เหมาะที่สุด เช่น การลดความเหนื่อยล้าสูงสุด (Min/Max Criterion) หรือลดผลรวมแรงกล้ามเนื้อทั้งหมด (Polynomial Recruitment Algorithms)

 

 

Force-Dependent Kinematics (FDK)

เทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดของ AMS คือ Force-Dependent Kinematics ซึ่งอนุญาตให้ข้อต่อเคลื่อนที่และเลื่อนไถลได้ตามแรงดึงจริงจากกล้ามเนื้อ เอ็นรัดข้อต่อ และพื้นผิวสัมผัส แทนที่จะถูกบังคับให้หมุนรอบแกนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เทคโนโลยีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวิเคราะห์ข้อต่อที่มีความซับซ้อน เช่น ข้อเข่าและข้อไหล่

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุด: Net Joint Force ≠ Joint Reaction Force

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในหมู่นักวิจัยคือการมองว่า “แรง” ที่คำนวณได้จากซอฟต์แวร์ทั้งสองมีความหมายเหมือนกัน ในความเป็นจริง ตัวแปรเหล่านี้มีความหมายทางกลศาสตร์และสรีรวิทยาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ใน Visual 3D กระบวนการ Inverse Dynamics คำนวณ Net Joint Force (NJF) และ Net Joint Moment (NJM) โดยอาศัยสมการของนิวตัน-ออยเลอร์ ค่าที่ได้คือแรงลัพธ์ขั้นต่ำที่จำเป็นในการสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวที่สังเกตเห็น อย่างไรก็ตาม ดังที่ Vigotsky et al. (2019) ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน NJF ไม่ใช่แรงที่กระทำจริงระหว่างผิวกระดูก เพราะมันเพิกเฉยต่อแรงอัดมหาศาลที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อทั้งหมด

ใน AMS ซอฟต์แวร์คำนวณแรงตึงของกล้ามเนื้อแต่ละมัดและนำมารวมกับแรงภายนอกเพื่อหา Joint Reaction Force (JRF) ที่แท้จริง เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องสร้างแรงดึงมหาศาลเพื่อเอาชนะ Moment Arm ที่สั้น แรงอัดที่ข้อต่อจึงสูงกว่า NJF จาก Visual 3D อย่างเทียบไม่ติด

ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดที่สุดคือข้อเท้าขณะเดิน  Visual 3D ให้ค่า NJF ประมาณ 1.0–1.5 เท่าของน้ำหนักตัว ในขณะที่ AMS คำนวณ JRF ที่แท้จริงสูงถึง 5 เท่าของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 5,000 นิวตัน ซึ่งเป็นค่าที่สอดคล้องกับสรีรวิทยาจริงของมนุษย์ ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในงานออกแบบข้อสะโพกเทียมหรือการวิเคราะห์การสึกหรอของข้อต่อ

ยุคแห่งการจับภาพการเคลื่อนไหวไร้มาร์กเกอร์

ข้อจำกัดประการสำคัญของชีวกลศาสตร์แบบดั้งเดิมคือการต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการติดมาร์กเกอร์เรืองแสงบนร่างกายผู้ถูกทดสอบ ซึ่งก่อให้เกิดทั้งความคลาดเคลื่อนและข้อจำกัดด้านสถานที่ ปัจจุบัน ระบบไร้มาร์กเกอร์อย่าง Theia3D, MargiPose และ TsingVA อาศัย Deep Learning สกัดพิกัดสามมิติของข้อต่อจากวิดีโอ 2 มิติได้โดยตรง

ผลการศึกษาเปรียบเทียบกับระบบออปติคอลมาตรฐานอย่าง Vicon แสดงให้เห็นว่าระบบไร้มาร์กเกอร์ให้ความสอดคล้องในระดับดีถึงดีเยี่ยมในระนาบ Sagittal สำหรับข้อสะโพกและเข่า โดยค่า RMSD ของโมเมนต์ข้อต่อต่ำกว่า 18 N·m และ CMC สูงกว่า 0.75 ในสามข้อต่อหลัก อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำในการจับ Internal/External Rotation และการเคลื่อนไหวที่มีการบดบังยังคงเป็นจุดที่ต้องพัฒนาต่อไป

ในกระบวนการวิเคราะห์เชิงบูรณาการ Visual 3D ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญ ข้อมูลเอาต์พุตจาก Theia3D ถูกส่งออกในรูป C3D เข้าสู่ Visual 3D เพื่อทำ Post-processing รวมสัญญาณ Force Plate และ EMG ก่อนจะส่งต่อเป็น Kinematic Drivers เข้าสู่ AMS เพื่อการจำลองกล้ามเนื้อในขั้นที่ลึกที่สุด

ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ซอฟท์แวร์ Anybody Technology ในการวิจัยทางชีวกลศาสตร์ทางการกีฬา

ชีวกลศาสตร์รยางค์ส่วนบน: การเปรียบเทียบระหว่าง AMS และ OpenSim ในการพยากรณ์แรงกล้ามเนื้อขณะงอศอก, งอไหล่ และกางแขนออก เผยให้เห็นว่า AMS มีความแม่นยำสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ค่าความเบี่ยงเบน RMS ของระดับการระดมกล้ามเนื้อสูงถึง 0.15–0.19 ระหว่างแพลตฟอร์มทั้งสอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความแตกต่างของตัวแก้สมการ (Solvers) ส่งผลโดยตรงต่อข้อสรุปทางการแพทย์

กระดูกสันหลัง L4-L5: AMS สามารถคำนวณแรงกดในหมอนรองกระดูกสอดคล้องกับการวัดในร่างกายจริง (Wilke et al., 2001) ได้อย่างแม่นยำในสภาวะการเคลื่อนไหวปกติ โดยใช้ภาพถ่ายจากระบบ EOS เพื่อสร้างโมเดลเฉพาะบุคคล (Subject-specific Model) แต่ยังพบข้อจำกัดในท่าทางที่มีการเอียงตัวด้านข้างอย่างรุนแรง

วิศวกรรมกายศาสตร์: การผสาน IMU, VR และ AMS สร้างแนวทางใหม่ในการประเมินสายการผลิต พนักงานสวมใส่อุปกรณ์ HMD จำลองสถานการณ์การทำงานในโลกเสมือน ขณะที่ AMS เผยให้เห็นความเค้นสะสมในกล้ามเนื้อหลังและแขนแบบเรียลไทม์

Visual 3D ใช้โมเดลสมาชิกรายปี ราคาเริ่มต้นที่ 7,895 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับกลุ่มการศึกษา และ 8,795 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับภาคธุรกิจ โครงสร้างแบบยืดหยุ่นนี้ทำให้ห้องปฏิบัติการคลินิกที่วิเคราะห์ผู้ป่วยเป็นประจำเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนสูง AnyBody Modeling System ไม่เปิดเผยราคาต่อสาธารณะ แต่มีโครงการใบอนุญาตทางการศึกษา (Academic Licensing Program) สำหรับสถาบันและนักศึกษาที่ตรงตามเงื่อนไข ซึ่งช่วยผ่อนปรนภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในแง่ของการเรียนรู้ Visual 3D มีโครงสร้าง GUI ที่เป็นระบบและ Pipeline Template ที่คัดลอกและดัดแปลงได้รวดเร็ว ในขณะที่ AMS มีการเรียนรู้ที่ยากกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากต้องการทักษะการเขียนโปรแกรม AnyScript และ C# ผสมผสานกับความรู้เวกเตอร์และกายวิภาค ผู้เชี่ยวชาญในวงการชี้ว่าการสร้างความเชี่ยวชาญในระดับที่ใช้งานวิจัยขั้นสูงได้อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี

นอกจากนี้ กระบวนทัศน์การแสดงผลอย่าง Joint-FV ซึ่งเป็นแผนภาพ 3 มิติที่แสดงคุณสมบัติแรง-ความเร็วของข้อต่อ กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักวิจัยตีความข้อมูลจากซอฟต์แวร์จำลอง สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Visual 3D และ AnyBody จะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในฐานะแหล่งกำเนิดข้อมูลสรีรวิทยาคุณภาพสูงเพื่อใช้ในการเทรน AI ในยุคถัดไป

จากการเปรียบเทียบนี้คือ Visual 3D และ AnyBody Modeling System ไม่ใช่คู่แข่งที่ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นสองชั้นของการวิเคราะห์ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

หากเป้าหมายคือการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก สร้างรายงานคลินิกอัตโนมัติ และจัดการกับสัญญาณดิบจากแหล่งฮาร์ดแวร์ที่หลากหลาย Visual 3D คือเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด แต่หากโจทย์วิจัยพุ่งเป้าไปที่แรงภายในข้อต่อที่แท้จริง การทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือการออกแบบอุปกรณ์ออร์โธปิดิกส์ AMS คือเครื่องมือเดียวที่มอบคำตอบเหล่านั้นได้

และในโครงการวิจัยขั้นสูง การใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มเป็น Pipeline เดียวกัน  Visual 3D ทำหน้าที่ล้าง จัดการสัญญาณต่างๆ Data Cleaning จัดระเบียบ และตรวจสอบสัญญาณ ก่อนส่งต่อข้อมูลบริสุทธิ์เป็น Kinematic Drivers เข้าสู่ AMS เพื่อการจำลองกลไกภายในร่างกายในเชิงลึก

เอกสารอ้างอิง

Vigotsky AD, et al. Mechanical misconceptions: Have we lost the “mechanics” in “sports biomechanics”? Journal of Biomechanics. 2019;93:1–5.

Wilke HJ, et al. Intradiscal pressure measurement. Clinical Biomechanics. 2001.

Lu TW, O’Connor JJ. Bone position estimation from skin marker co-ordinates using global optimisation with joint constraints. Journal of Biomechanics. 1999;32(2):129–34.

Damsgaard M, et al. Analysis of muscle-skeletal systems in the AnyBody Modeling System. Simulation Modelling Practice and Theory. 2006;14(8):1100–11.

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

author avatar
Vina Sports